ศูนย์รวมความรู้ อุปกรณ์เซฟตี้ อุปกรณ์นิรภัยส่วนบุคคล และ อุปกรณ์ความปลอดภัยต่างๆ

 

มีการเปลี่ยนแปลงอะไรใน มาตรฐาน NFPA 1981/1982:2018

 

อย่างที่ทราบกันสำหรับมาตรฐาน NFPA 1981/1982  ฉบับปีล่าสุด 2018 ที่ถือได้ว่าเข้มงวดและมีการปรับปรุงมาตรฐานทุกๆ 5 ปี โดยในแวดวงของผู้พัฒนา SCBA  แล้ว ครั้งนี้ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่กระทบต่อการออกแบบและผลิตเป็นอย่างมาก ภาษาผู้ผลิตเรียกได้ว่า Big Change โดยพัฒนากันมาตั้งแต่ ปี 2017  เพิ่งได้มีโอกาสได้ทดสอบตัวเป็นๆในบ้านเราก็เมื่อต้นปี 2020  เราจะมาดูกันว่า  Big Change  มีการเปลี่ยนแปลงหลักๆอะไรใน มาตรฐาน NFPA 1981/1982   Ver. 2018    

NFPA 1981

1.       การถอดตัวจ่ายอากาศ (Regulator) เข้ากับตัวหน้ากากจะต้องเป็นแบบ 2 ขั้นตอนการทำงาน กรณีการออกแบบเป็นแบบ Quick Connect อย่างเดียวไม่เพียงพอ

2.       เพิ่มการทดสอบความแข็งแรงของจุดเชื่อมต่อระหว่างหน้ากากและตัวจ่ายอากาศ (Regulator) ทดสอบ 5 จุดการกระแทก ด้วยแรง 250 N

3.       ระบบนิวแมติกส์ (Pneumatic) ของอุปกรณ์  SCBA จะต้องสามารถเก็บบันทึกข้อมูลการใช้งาน อย่างน้อยที่สุดจะต้องบันทึกเหตุการณ์และข้อมูลพร้อมกับวันที่และเวลาสำหรับแต่ละเหตุการณ์การปฏิบัติงาน

4.       ระบบอุปกรณ์ช่วยหายใจฉุกเฉินในการแชร์อากาศ  (EBSS Systems) ที่ต้องใช้ร่วมกันได้ของทุกๆผู้ผลิต กรณีที่เลือกใช้งานอุปกรณ์

NFPA1982 

1.       อุปกรณ์ระบบเตือนภัยส่วนบุคคล PASS (Personal Alert Safety System)  เสียงแจ้งเตือนที่จะต้องเป็นมาตรฐานสากลโดยเสียงจะต้องเหมือนกันในทุกผู้ผู้ผลิต

2.       ทดสอบการส่งสัญญาณ์แบบไร้สายของระบบ (telemetry) กรณีที่เลือกใช้งานอุปกรณ์

 

ลักษณะ Regulator แบบ 2 ขั้นตอนในการสวมใส่ และถอดออก

 

 

อุปกรณ์ Pneumatic ของ SCBA จะต้องสามารถเก็บบันทึกข้อมูลการใช้งาน

 

 

 

อุปกรณ์ช่วยหายใจฉุกเฉินในการแชร์อากาศ  (EBSS Systems)

 

 

อุปกรณ์ระบบเตือนภัยส่วนบุคคล PASS (Personal Alert Safety System) 

 

 

การส่งสัญญาณ์แบบไร้สายของระบบ (telemetry)

 

 

ชื่อย่อ

NFPA : (National Fire Protection Association ) คือ หน่วยงานป้องกันไฟแห่งชาติ

SCBA : (Self Contained Breathing Apparatus) เครื่องช่วยหายใจแบบใช้ถังอัดอากาศ

References

https://www.3mscott.com/products/x3pro/

https://www.nfpa.org/codes-and-standards/all-codes-and-standards/list-of-codes-and-standards/detail?code=1981

บทความเกี่ยวเนื่อง

การเลือกใช้เครื่องช่วยหายใจ หรือ SCBA 

http://www.thai-safetywiki.com/respirator/61-scba-selection

 

 

 

พื้นที่อับอากาศ คืออะไร

1. คำจำกัดความพื้นที่อับอากาศ (Confined Spaces) หมายถึง สถานที่ทำงานที่มีทางเข้าออกจำกัด มีการระบายอากาศตามธรรมชาติไม่เพียงพอที่จะทำให้อากาศภายในอยู่ในสภาพถูกสุขลักษณะ และปลอดภัยซึ่งอาจเป็นที่สะสมของสารเคมีเป็น พิษ สารไวไฟ รวมทั้งออกซิเจนไม่เพียงพอ เช่นถังน้ำมัน ถังหมัก ไซโล ท่อ ถัง ถ้ำ บ่อ อุโมงค์ เตา ห้องใต้ดิน ภาชนะ หรือสิ่งอื่นที่มีลักษณะคล้ายกันนี้ การพิจารณาว่าพื้นที่ใดจัดเป็นพื้นที่อับอากาศ มีปัจจัยในการพิจารณาดังนี้
1.1 พื้นที่ซึ่งปริมาตรมีขนาดเล็ก แก๊สหรือไอที่เกิดขึ้นในบริเวณนั้นไม่สามารถระบายออกไปได้ ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์ที่อยู่ในบริเวณนั้น อาจสูดดมเอาแก๊สพิษเข้าไปในร่างกายหรือมีออกซิเจนไม่เพียงพอรวมถึงอาจมีแก๊สที่ติดไฟได้ในบริเวณนั้น
1.2 ผู้ปฏิบัติงานคนอื่นๆ ที่อยู่นอกพื้นที่นั้นจะเข้าไปสังเกตการณ์หรือช่วยเหลือผู้ที่กำลังปฏิบัติงานได้ยาก
1.3 ช่องเปิด ทางเข้า-ออก อยู่ไกลจากจุดปฏิบัติงาน มีขนาดเล็ก หรือมีจำนวนจำกัด


2. อันตรายในพื้นที่อับอากาศการปฏิบัติงานในพื้นที่อับอากาศ อาจมีอันตรายต่อสุขภาพพนักงานและความเสียหายอย่างอื่น เช่น ทรัพย์สินหรืออาจถึงชีวิตเลยก็ได้ซึ่งสรุปพอสังเขปได้ดังนี้
2.1 การขาดออกซิเจน
2.2 ไฟไหม้เนื่องจากการระเบิดของแก๊สที่ติดไฟได้ (Combustible Gas) ได้แก่ แก๊สในตระกูลมีเธนและแก๊สอื่น ๆ
2.3 อันตรายจากการสูดดมแก๊สพิษอื่นๆตัวอย่างเช่น
2.3.1 คาร์บอนมอนนอกไซด์ (Carbonmonoxide) เป็นแก๊สไม่มีสี ไม่มีกลิ่น และหากมีปริมาณมากจะเป็นพิษ เกิดจากการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ของเครื่องยนต์ ประมาณ 60% ของปริมาณแก๊สคาร์บอนมอนนอกไซด์เกิดมาจากไอเสียของรถยนต์ ด้วยเหตุนี้เอง แก๊สคาร์บอนมอนนอกไซด์จึงมีปริมาณสูงในบริเวณที่มีการจราจรหนาแน่น นอกจากนี้ยังมาจากอีกหลายแหล่งกำเนิด เช่น กระบวนการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม การเผาไหม้ของเชื้อเพลิงในเครื่องยนต์อื่นๆ ที่ไม่ใช่ยานพาหนะ หรือการเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เช่น ไฟไหม้ป่า เป็นต้น เมื่อเข้าสู่ร่างกายโดยผ่านทางปอดแล้วจะแทรกซึมเข้าไปกับระบบไหลเวียนของเลือด ทำให้การทำงานของต่อมและเนื้อเยื่อต่างๆ ในร่างกาย มีประสิทธิภาพในการแลกเปลี่ยนออกซิเจนลดลงสำหรับคนที่เป็นโรคหัวใจ เมื่อสัมผัสคาร์บอน-มอนนอกไซด์เข้าไปมักจะเกิดผลรุนแรง ส่วนคนปกติทั่วไจะเกิดผลต่างกันขึ้นอยู่กับสุขภาพของแต่ละบุคคลได้แก่ ความสามารถในการมองเห็นความสามารถในการทำงานลดลง ทำให้เฉื่อยชา ไม่กระฉับกระเฉง การเรียนรู้แย่ และไม่สามารถทำงานสลับซับซ้อนได้
2.3.1 ไฮโดรเจนซัลไฟด์ (Hydrogen sulphide) ไม่มีสี มีกลิ่นเหมือนไข่เน่า ละลายได้ในน้ำ แก๊สโซลีน แอลกอฮอล์ เกิดจากการทำปฏิกิริยาของซัลไฟด์ของเหล็กกับกรดซัลฟูริคหรือกรดไฮโดรคลอริค หรือเกิดจากการเน่าเปื่อยของสารอินทรีย์ที่มีซัลเฟอร์ เป็นองค์ประกอบผลผลิตจากอุตสาหกรรมอื่นๆทเช่น ปิโตรเลียมยางสังเคราะห์ โรงงานน้ำตาล เป็นต้น เนื่องจากไฮโดรเจนซัลไฟด์เป็นแก๊สติดไฟได้ เมื่อติดไฟแล้วจะให้เปลวไฟสีน้ำเงินและเกิดแก๊สซัลเฟอร์ไดออกไซด์ออกมา การสัมผัสไฮโดรเจน-ซัลไฟด์เพียงเล็กน้อยทำให้เกิดการระคายเคืองต่อดวงตาและปอด หากสูดดมเข้าไปมากๆ อาจจะมีผลทำให้เสียชีวิตได้
2.3.3 ไนโตรเจนไดออกไซด์ (Nitrogendioxide) เป็นแก๊สสีน้ำตาลอ่อน อาจเป็นส่วนประกอบสำคัญ อย่างหนึ่งของหมอกที่ปกคลุมอยู่ตามเมืองทั่วไป ไนโตรเจนไดออกไซด์เกิดจากกระบวนการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ หากสูดดมเข้าไปจะทำให้ปอดระคายเคือง และภูมิต้านทานการติดเชื้อของระบบหายใจลดลงเช่น ไข้หวัดใหญ่ การสัมผัสสารในระยะสั้นๆ ยังปรากฏผลไม่แน่ชัด แต่หากสัมผัสบ่อยครั้งอาจจะเกิดผลเฉียบพลันได้
2.4 ประสิทธิภาพของการมองเห็นลดลงเนื่องจากแสงสว่างไม่เพียงพอหรือฝุ่นละออง
2.5 เสียงดัง
2.6 อุณหภูมิสูง
2.7 การหนีออกจากพื้นที่เมื่อเกิดกรณีฉุกเฉินมีอุปสรรค


3. การตรวจวัดความปลอดภัยในพื้นที่อับอากาศ

เนื่องด้วยปัจจัยอันตรายจากการทำงานในพื้นที่อับอากาศส่วนใหญ่ เกี่ยวข้องกับปริมาณอากาศหรือแก๊สในบริเวณนั้นซึ่งจะส่งผลกระทบต่อผู้ปฏิบัติงาน นอกเหนือจากการจัดการความปลอดภัยด้านอื่นๆ แล้ว การตรวจสอบสภาพอากาศในพื้นที่อับอากาศถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่สุด การตรวจวัดความปลอดภัยในที่นี้จึงเน้นที่การตรวจสอบสภาพอากาศในพื้นที่อับอากาศ


3.1 นิยาม
3.1.1 STEL (Short-term ExposureLimit) หมายถึง ค่าความเข้มข้นสูงสุดที่ผู้ปฏิบัติงานสามารถจะสัมผัสอย่างต่อเนื่องในช่วงเวลาสั้นๆ (สัมผัสวันละ 4 ครั้งๆ ละ 15 นาที ห่างกัน 1 ชั่วโมง) โดยไม่ได้รับอันตราย เช่น การระคายเคือง มึนเมา หรืออาการเรื้อรัง
3.1.2 TWA (Time-Weight Average) หมายถึง ค่าเฉลี่ยความเข้มข้นของสารเคมีในอากาศสำหรับการทำงาน 8 ชั่วโมงใน 1 วัน หรือ 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ซึ่งผู้ปฏิบัติงานเกือบทั้งหมดสามารถสัมผัส (Exposure) ซ้ำแล้วซ้ำอีกวันแล้ววันเล่าโดยปราศจากอันตรายต่อสุขภาพ
3.1.3 Peak หมายถึง ค่าวิกฤตที่วัดได้ในระหว่างช่วงเวลา (อาจจะเป็นค่าต่ำสุดหรือสูงสุดก็ได้)
3.1.4 LEL (Lower Exposure Limit) หมายถึง ขีดจำกัดต่ำสุดของปริมาณสารที่อาจเกิดการระเบิดได้
3.1.5 TLV (Threshold Limit Values) หมายถึง ค่าความเข้มข้นของสารเคมีในอากาศและสภาพแวดล้อมซึ่งเชื่อว่าผู้ปฏิบัติงานเกือบทั้งหมดสามารถทำงานอยู่ในสิ่งแวดล้อมนั้นวันแล้ววันเล่าโดยปราศจากผลเสียต่อสุขภาพ
3.1.6 Ceiling หมายถึง ค่าส่วนผสมสูงสุดของ สารพิษซึ่งคนงานที่ไม่มีเครื่องป้องกันมีแนวโน้มอาจสัมผัสแม้แต่ในระยะสั้นๆ คนงานที่ไม่มีเครื่องป้องกันไม่ควรเข้าไปในพื้นที่อับอากาศซึ่งมีปริมาณสารพิษเกินค่า Ceiling
3.1.7 เปอร์เซ็นต์ ปริมาตร/ปริมาตร หมายถึง ปริมาตรของแก๊สคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ต่อปริมาตรของอากาศ
3.1.8 ppm. (Part per million) หมายถึงส่วนในล้านส่วน
3.1.9 ANSI หมายถึง American National Safety Institute
3.1.10 NIOSH หมายถึง National Institute for Occupational Safety and Health
3.1.11 OSHA หมายถึง Occupational Safety and Health Administration
3.1.12 ACGIH หมายถึง A committee of American Conference of Government Industrial Hygienists


3.2 วิธีการตรวจวัดสภาพอากาศ
3.2.1 กำหนดตำแหน่งตรวจวัดให้ครอบคลุมพื้นที่ปฏิบัติงาน
3.2.2 ใช้เครื่องมือตรวจสอบปริมาณแก๊สไปตรวจวัดตามจุดที่กำหนด
3.2.3 บันทึกข้อมูลที่ตรวจวัดได้นำมาวิเคราะห์เปรียบเทียบกับค่ามาตรฐาน


3.3 ชนิดของแก๊สที่ตรวจวัด โดยทั่วไปชนิดของแก๊สที่จะตรวจวัดขึ้นอยู่กับพื้นที่อับอากาศที่ปฏิบัติงานนั้นๆ ซึ่งแต่ละแห่งจะแตกต่างกันออกไปแต่แก๊สที่ตรวจสอบอย่างน้อย 4 ชนิด ดังนี้
3.3.1 แก๊สออกซิเจน (O2) หน่วยเป็นเปอร์เซ็นต์ ปริมาตร/ปริมาตร
3.3.2 แก๊สไฮโดรเจนซัลไฟด์ (H2S) หน่วยเป็น ppm.
3.3.3 แก๊สคาร์บอนมอนนอกไซด์ (CO) หน่วยเป็น ppm.
3.3.4 แก๊สติดไฟได้ (Combustible gas) หน่วยเป็น % LEL


4. ค่ามาตรฐาน


4.1 ข้อกำหนดของประกาศคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่องความปลอดภัยในการทำงานในพื้นที่อับอากาศ กำหนดมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง ดังต่อไปนี้
4.1.1 ออกซิเจนไม่ต่ำกว่า 18 % (V/V)
4.1.2 ไฮโดรเจนซัลไฟด์ 50 ppm. ในเวลา 10 นาที
4.1.3 แก๊สที่ติดไฟได้ต้องมีความเข้มข้นได้ไม่เกิน 20% ของค่า LEL ของแต่ละชนิด
4.2 มาตรฐานอื่นๆ

5. ในการวิเคราะห์ผลการตรวจวัดจากข้อมูลข้างต้น สามารถวิเคราะห์ได้ดังนี้


สมมติให้ค่าแก๊สต่าง ๆ ที่วัดได้เป็นดังนี้
- ออกซิเจน ต่ำสุด 20.6 % (V/V) สูงสุด 20.9 % (V/V)
- คาร์บอนมอนนอกไซด์ ต่ำสุด 0 ppm. สูงสุด 6 ppm.
- แก๊สที่ติดไฟได้ ต่ำสุด 0 % LEL สูงสุด 0 % LEL
- ไฮโดรเจนซัลไฟด์ ต่ำสุด 0 ppm. สูงสุด 0 % LEL


5.1 ออกซิเจน 20.6-20.9 % (V/V) อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน (19.5-23.5 % (V/V)
5.2 คาร์บอนมอนนอกไซด์ สูงสุด 6 ppm. กำหนดให้ผู้ปฏิบัติงานอยู่ในบริเวณนี้ 4 ชั่วโมงและทำงานอยู่ในบริเวณอื่น 3 ชั่วโมง พัก 1 ชั่วโมง
ดังนั้น TWA = [(6 x 4)+(3 x 0)+(1 x 0)]/(4 + 3 + 1)
TWA = 3 ppm.
แสดงว่าผู้ปฏิบัติงานได้รับแก๊สคาร์บอนมอนอกไซด์ไม่เกินค่ามาตรฐาน
OSHA = 35 ppm.
ACGIH = 10 ppm.
NIOSH = 35 ppm.

6. การปฏิบัติงานในสถานที่อับอากาศด้วยความปลอดภัย


6.1 ก่อนเข้าทำงานในสถานที่อับอากาศ
6.1.1 ตรวจสอบปริมาณออกซิเจน สารเคมีและแก๊สอื่นๆ เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีการขาดออกซิเจน การระเบิดหรือการเป็นพิษเกิดขึ้น
6.1.2 จัดให้มีใบอนุญาตทำงานในพื้นที่อับอากาศ
6.1.3 หากพบว่าสถานที่อับอากาศนั้นไม่อยู่ในสภาพที่ปลอดภัย จะต้องทำการระบายอากาศจนกว่าจะอยู่ในสภาพที่ปลอดภัย
6.1.4 ผู้ปฏิบัติงานต้องทำความคุ้นเคยกับพื้นที่ทำงานนั้นเป็นอย่างดี รู้วิธีการออกจากสถานที่นั้นได้อย่างรวดเร็วเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน
6.1.5 การวางแผนการทำงาน แบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบให้ผู้ปฏิบัติงานทุกคนเข้าใจรวมทั้ง จัดอบรมด้านความปลอดภัยอยู่เสมอ


6.2 ขณะทำงานในสถานที่อับอากาศ
6.2.1 ตรวจสภาพอากาศเป็นระยะและอาจต้องมีการระบายอากาศตลอดเวลาถ้าจำเป็น
6.2.2 ผู้ปฏิบัติงานต้องรู้สภาพอากาศขณะทำงานตลอดเวลา
6.2.3 จัดให้มีผู้ช่วยซึ่งผ่านการอบรมการช่วยเหลือผู้ประสบภัยเฝ้าอยู่ปากทางเข้าออกตลอดเวลาทำงาน และสามารถติดต่อสื่อสารกับผู้ปฏิบัติงานข้างในได้ตลอดเวลา
6.2.4 ห้ามผู้ไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องเข้าไปในสถานที่อับอากาศ
6.2.5 ห้ามสูบบุหรี่
6.2.6 จะต้องติดป้ายแจ้งข้อความเตือน “บริเวณอันตรายห้ามเข้าโดยไม่ได้รับอนุญาต” พร้อมจัดทำระบบ Lock Out/Tag Out ที่เครื่องจักรกล ระบบไฟฟ้า ฯลฯ เพื่อป้องกันบุคคลอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการทำงานเข้ามารบกวนหรือเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขภายในพื้นที่อับอากาศ
6.2.7 หากจำเป็นต้องพ่นสีหรือมีน้ำมันชนิดระเหย หรือต้องทำให้เกิดความร้อนหรือประกายไฟ ต้องมีมาตรการป้องกันที่เหมาะสม
6.2.8 ผู้ปฏิบัติงานต้องสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคลตามสภาพของงานและต้องมีเครื่องดับเพลิงประจำอยู่ในบริเวณที่มีการปฏิบัติงาน
6.2.9 ปฏิบัติงานถูกต้องตามขั้นตอนการปฏิบัติ (ถ้ามี)
6.2.10 ในกรณีฉุกเฉิน ถ้ามีผู้ปฏิบัติงานคนใดคนหนึ่งเกิดบาดเจ็บหรือเป็นอันตรายในพื้นที่อับอากาศ ห้ามผู้ปฏิบัติงานคนอื่นเข้าไปช่วยเหลือหากไม่ได้รับการฝึกฝนมาหรือไม่มีอุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสม เนื่องจากอาจเป็นอันตรายได้

7. ภาคผนวก


7.1 ชั้นของพื้นที่อับอากาศ (Class ofConfined Spaces)and Health Regulations ระบุว่า Class of Confined Spaces หมายถึง พื้นที่อับอากาศกลุ่มหนึ่งซึ่งมีอย่างน้อยสองแห่งโดยมีความคล้ายคลึงกันในประเด็นรูปร่างลักษณะ อันตรายในการเข้าออกและการทำงานข้างในทั้งนี้ ให้ใช้จุดเด่นของพื้นที่อับอากาศต่อไปนี้พิจารณาจัดกลุ่มเป็นชั้นใดชั้นหนึ่ง
1. รูปร่าง ลักษณะคล้ายคลึงกัน
2. ภายในติดตั้งเครื่องจักร อุปกรณ์ที่ใช้ในวัตถุประสงค์เหมือนกันหรือคล้ายคลึงกัน
3. ภายในมีอันตรายคล้ายคลึงกัน เช่น
- มีทางเข้า ทางออกจำกัดทั้งจำนวนและสิ่งอำนวยความสะดวก
- แพร่กระจายสารอันตรายที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน เช่น สารมีผลกระทบต่อระบบหายใจ สารเสี่ยง
ต่อการระเบิด สารชีวภาพ ฯลฯ
- ขาดออกซิเจน
- แพร่กระจายสารอันตรายบริเวณใกล้ๆหรือรอบๆ พื้นที่อับอากาศ
- มีแนวโน้มจะเกิดการรั่วซึมจากท่อน้ำหรือมีน้ำไหลเข้ามาในบริเวณมีการปฏิบัติงาน
- มีความเสี่ยงจะจมน้ำ ถูกปกคลุม หรือถูกขังไว้ข้างใน
4. ทางเข้า และ/หรือ กระบวนการในภาวะฉุกเฉิน สามารถนำมาใช้ได้กับพื้นที่อับอากาศทุกแห่ง


7.2 ค่ากำหนดการสัมผัสก๊าซในพื้นที่อับอากาศของ OSHAสำนักบริหารความปลอดภัยและสุขภาพในการทำงานแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ OSHA (Occupational Safety and Health Administration)
กำหนดค่าจำกัดการสัมผัสที่ยอมรับได้ หรือ PEL (Permissible Exposure Limits) ของก๊าซในพื้นที่อับอากาศไว้ดังต่อไปนี้
- ออกซิเจน (O2)
Low: 19.5%
High: 23.5%
- คาร์บอนมอนนอกไซด์ (CO)
Ceiling: 200 ppm
TWA: 35 ppm
STEL: N/A
- ไฮโดรเจนซัลไฟด์ (H2S)
Ceiling: N/A
TWA: 10 ppm
STEL: 15 ppm
- ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2)
Ceiling: N/A
STEL: 2 ppm
STEL: 5 ppm
- ค่า LEL ของก๊าซหรือไอสารที่ติดไฟได้
(Combustible gas or vapor) = 10%

ความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรฐาน  

ANSI, ASTM International, FM Global, NFPA, SEI และ UL

บทนำ

มีตัวแทนอิสระหลายแห่งที่เกี่ยวข้องกับสินค้าและบริการในด้านอุตสาหกรรมความปลอดภัยและที่จะนำมากล่าวถึงในที่นี้คือ สถาบันมาตรฐานอเมริกัน (ANSI) , ASTM International , FM Global , องค์กรป้องกันเพลิงไหม้แห่งชาติ (NFPA) , สถาบันรับประกันและห้องปฏิบัติการด้านอุปกรณ์ความปลอดภัย

สถาบันมาตรฐานอเมริกัน (ANSI)

สถาบันมาตรฐานอเมริกัน (ANSI) เป็นองค์กรอิสระที่ไม่หวังผลกำไร ซึ่งรวมถึงอุตสาหกรรม, องค์กรพัฒนามาตรฐาน, สมาคมการค้า, ผู้เชี่ยวชาญ, สมาคมด้านเทคนิค , รัฐบาล, แรงงาน และกลุ่มผู้บริโภค

ANSI ได้ก่อตั้งขึ้นมาในชื่อ คณะกรรมการมาตรฐานวิศวกรรมอเมริกัน หรือ American Engineering Standards Committee เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 1918

ภารกิจของ ANSI คือเพิ่มความสามารถในการแข่งขันทั้งในตลาดโลกของธุรกิจอเมริกา และคุณภาพชีวิตของอเมริกา โดยการปรับปรุงและสร้างมาตรฐานและระบบที่ประเมินร่วมกัน

มาตรฐาน ASTM International
มาตรฐาน ASTM International, แต่เดิมเป็นที่รู้จักกันในชื่อ สมาคมการทดสอบและวัสดุอเมริกัน หรือ American Society for Testing and Materials (ASTM) ก่อตั้งขึ้นในปี 1898 เมื่อกลุ่มของวิศวกรและนักวิทยาศาสตร์ ได้รวมตัวกันเพื่อแก้ปัญหารางรถไฟที่หักบ่อย งานของพวกเขาได้นำปสู่การสร้างมาตรฐานของเหล็กที่ใช้ในการก่อสร้างรางรถไฟ

ASTM International เป็นองค์กรที่ไม่แสวงหากำไร ซึ่งได้เผยแพร่ข้อมูลเพื่อการพัฒนามาฐานของวัสดุ, สินค้า, ระบบ และบริการสู่ชุมชน เป็นองค์กรมาตรฐานอิสระที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

มาตรฐานที่พัฒนาขึ้นมาจาก ASTM International มาจากการทำงานของบุคลากรกว่า 30,000 คน ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้เป็นตัวแทนของผู้ผลิต, ผู้ใช้, ผู้บริโภค, รัฐบาล และสถาบันการศึกษาจากกว่า 120 ประเทศ

สมาชิกเป็นส่วนหนึ่งของคณะกรรมการหนึ่งคณะหรือมากกว่า ซึ่งรับผิดชอบในแต่ละหัวข้อ คณะกรรมการเหล่านี้ได้กำหนดมาตรฐาน ASTM มากกว่า 12,000 มาตรฐาน ซึ่งสามารถพบได้ในหนังสือครบรอบ 77 ปีของมาตรฐาน ASTM

มาตรฐาน FM Global
มาตรฐาน FM (Factory Mutual) Global เป็นหนึ่งในมาตรฐานที่ใหญ่ที่สุดในเชิงพาณิชย์และการประกันภัยอุตสาหกรรมและการบริหารจัดการความเสี่ยงโดยเฉพาะการปกป้องทรัพย์สิน  มาตรฐานนี้ได้ถูกก่อตั้งขึ้นมาโดย ซาคาเรีย อัลเลน ผู้ซึ่งรู้สึกถึงความต้องการในด้านการประกันภัยกลุ่มอุตสาหกรรมและให้เน้นในการควบคุมความสูญเสีย

FM Global ประกอบด้วย 6 หน่วยธุรกิจ และแต่ละหน่วยธุรกิจจะช่วยลูกค้าให้บริหารจัดการความเสี่ยงเกี่ยวกับทรัพย์สิน ผ่านสินค้าและบริการ

หน่วยงานรับรองธุรกิจจะทำการรับรองอุตสาหกรรมและสินค้าและบริการในทางการค้า

เมื่อสินค้าหรือบริการตรงกับมาตรฐาน ของ FM จะมีการออกสัญลักษณ์ของ FM เพื่อเป็นเครื่องแสดงว่ามีลักษณะตามที่ต้องการและสนับสนุนด้านการป้องกันความเสียหาย

หน่วยธุรกิจที่ทำการรับรองมาตรฐาน FM ได้มีงานวิจัยและการทดสอบสนับสนุนมากกว่า 45,000 ชิ้นในข้อแนะนำในการรับรอง


สมาคมป้องกันเพลิงไหม้แห่งชาติ  National Fire Protection Association  (NFPA)

สมาคมป้องกันเพลิงไหม้แห่งชาติ หรือ National Fire Protection Association (NFPA) เป็นองค์กรนานาชาติที่ไม่แสวงหากำไร ก่อตั้งในปี 1986 และมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมือง ควินซี รัฐแมตซาซูเสตต์  NFPA มีสมาชิกมากกว่า 81,000 ราย และองค์กรหารค้าแหงชาติกับองค์กรผู้เชี่ยวชาญอีกมากกว่า 80 แห่ง

ภารกิจของ NFPA คือ การลดภาระเกี่ยวกับไฟและอันตรายที่เกี่ยวข้องกับชีวิตทั่วโลกโดยการตั้งรหัสและมาตรฐาน, งานวิจัย, อบรม และการศึกษา

มาตรฐานและโค้ด NPFA จำนวน 300 รายการ มีผลกับทุกสิ่งก่อสร้าง, ขบวนการ , บริการ, การออกแบบและติดตั้ง ในอเมริกาและในประเทศอื่นๆ  โค้ดเกี่ยวกับไฟฟ้าแห่งชาติ (NFPA 70) , โค้ดด้านความปลอดภัยต่อชีวิต (NFPA101) และโค้ดเกี่ยวกับของเหลวไวไฟและของเหลวที่ติดไฟ (NFPA 30) ได้มีการนำไปใช้อย่างแพร่หลาย


สถาบันอุปกรณ์ความปลอดภัย Safety Equipment Institute (SEI)

สถาบันอุปกรณ์ความปลอดภัย หรือ Safety Equipment Institute (SEI) ถูกก่อตั้งขึ้นมาในปี 1981 และมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมือง อาร์ลิงตัน รัฐเวอร์จิเนีย เป็นองค์กรเอกชนและไม่แสวงหาผลกำไร และมีโปรแกรมการรับรองในการทดสอบและให้การรับรองรับรองอุปกรณ์ความปลอดภัย โปรแกรมการรับรองของ SEI นี้ได้รับมอบอำนาจจากสถาบันมาตรฐานแห่งชาติอเมริกัน หรือ American National Standards Institute (ANSI) ซึ่งสอดคล้องกับมาตรฐาน ISO Guide 65 ข้อกำหนดทั่วไปสำหรับระบบการรับรองสินค้าสินค้าที่ใช้กับร่างกาย

โปรแกรมการรับรองของ SEI รวมถึงการทดสอบสินค้าและการตรวจประกันคุณภาพของสินค้ารุ่นที่ได้ส่งมาจากผู้ผลิต

การทดสอบสินค้าทั้งหมดทำโดยสอดคล้องกับมาตรฐานที่เลือกอย่างอิสระ, รัฐบาล หรือมาตรฐานอื่นๆ ที่มีอยู่สำหรับสินค้านั้น

SEI จะรับรองผู้ผลิตสินค้าและให้สิทธิในการใช้ตราสัญลักษณ์ของ SEI เมื่อ (1) ห้องทดลองได้พิจารณาแล้วว่าสินค้ารุ่นนั้นได้ผ่านการทดสอบและสอดคล้องกับมาตรฐาน และ (2) ผู้ตรวจรับประกันคุณภาพได้พิจารณาแล้วว่าผู้ผลิตได้ผ่านข้อกำหนดของการรับประกันคุณภาพของ SEI

SEI ได้ตีพิมพ์รายการสินค้าที่ได้รับการรับรองและมีการปรับปรุงข้อมูลอย่างต่อเนื่องเพื่อให้สอดคล้องกับข้อมูลล่าสุด

SEI ไม่ได้รับประกันประสิทธิภาพของสินค้า แต่มีการรับรองสินค้าโดย SEI ได้แสดงว่าผู้ผลิตได้มีความรับผิดชอบในการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ

ห้องปฏิบัติการรับประกัน Underwriters' Laboratories Inc. (UL)


ห้องปฏิบัติการที่รับประกัน หรือ Underwriters' Laboratories Inc. (UL)  เป็นองค์กรอิสระที่ไม่แสวงหาผลกำไร และรับรองความปลอดภัยของสินค้า ได้เริ่มทดสอบสินค้าและเขียนมาตรฐานความปลอดภัยตั้งแต่ปี 1894

ในแต่ละปี UL ได้ประเมินสินค้า, ชิ้นส่วน, วัสดุ และระบบ มากกว่า 19,000 รายการ ด้วยเครื่องหมายรับรอง UL  21,000 ล้านเครื่องหมายปรากฏอยู่กับผู้ผลิตสินค้า 71,000 รายต่อปี

ภารกิจของ UL  คือการสนับสนุนให้มีความเป็นอยู่และสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ปลอดภัยโดยการใช้วิทยาศาสตร์ด้านความปลอดภัยและวิศวกรรมเกี่ยวกับความปลอดภัย ซึ่งมีศูนย์ตรวจสอบ 127 แห่ง , มีห้องปฏิบัติการ 66 แห่ง , อุปกรณ์ในการทดสอบและรับรอง และเจ้าหน้าที่จำนวน 6,200 คน


เอกสารอ้างอิงเกี่ยวกับสินค้า

ตัวแทนทั้งหกรายการนี้มีผลกับสินค้าหลายๆ อย่าง ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างบางรายการที่อาจปรากฏ


สถาบันมาตรฐานแห่งชาติอเมริกัน (American National Standards Institute )

แว่นตา
หมวกแข็ง
อุปกรณ์ป้องกันการตกหล่น
ที่ล้างตา / ฝักบัว

สมาคม American Society for Testing and Materials

เสื้อผ้า
รองเท้า

มาตรฐาน  Factory Mutual

แสงสว่าง
ถังบรรจุที่ปลอดภัย Safety Cans

สมาคมป้องกันเพลิงไหม้แห่งชาติ  National Fire Protection Association

  ตู้เก็บของ
ไฟแสงสว่าง
  เครื่องช่วยหายใจ

สถาบันอุปกรณ์ความปลอดภัย  Safety Equipment Institute

การตรวจวัดอากาศ
แว่นตา
หมวกแข็ง

ห้องปฏิบัติการรับประกัน Underwriters' Laboratories

ไฟแสงสว่าง
การล็อค / ป้าย
ถังบรรจุที่ปลอดภัย

ที่อยู่และเบอร์โทรศัพท์

สำนักงานใหญ่ ANSI
1819 ถ. แอล , ตะวันตกเฉียงเหนือ, ชั้นที่ 6
วอชิงตัน ดีซี  20036
โทร (202) 293-8020

 

หน่วยปฏิบัติการ ANSI
25 ตะวันตก ถนนหมายเลข 43., ชั้นที่ 4
นิวยอร์ค 10036
โทร (212) 642-4900
www.ansi.org

หน่วยงาน ASTM International
100 บาร์ ฮาร์เบอร์.
คอนโชโฮเคนตะวันตก, เพนซิลวาเนียร์  19428
โทร (610) 832-9585
www.astm.org

สำนักงาน FM Global
1301 ถนน อัทวูด
จอห์นสตัน , โรดไอส์แลนด์ 02919
โทร (401) 275-3000
www.fmglobal.com

สำนักงาน FM Approvals
1151 บอสตัน โพรวิเดนซ์เทิร์นไพค์
นอร์วูด มินนิโซตา, แมตซาซูเสตต์ 02062
โทร (781) 762-4300
www.fmglobal.com/approvals/

สมาคมป้องกันเพลิงไหม้แห่งชาติ  National Fire Protection Association
1 แบตเตอรี่มาร์ค ปาร์ค
ควินซี , แมตซาชูเสตต์ 02169-7471
โทร (617) 770-3000
www.nfpa.org

สถาบันอุปกรณ์ความปลอดภัย  Safety Equipment Institute
1307 ดอลลี่ เมดิสัน. สูท 3 เอ
แมคลีน , เวอร์จิเนีย 22101
โทร (703) 442-5732
www.seinet.org

ห้องปฏิบัติการรับประกัน Underwriters' Laboratories Inc.
333 ถนน พี ฟิงสเตน
นอร์ทบรูค , อิลินอยส์  60062
โทร (847) 272-8800
www.ul.com

Website Implemented by ColorPack Creations Co., Ltd.