ศูนย์รวมความรู้ อุปกรณ์เซฟตี้ อุปกรณ์นิรภัยส่วนบุคคล และ อุปกรณ์ความปลอดภัยต่างๆ

 

ระบบ Airline System กับงานพื้นที่อับอากาศ

 

สืบเนื่องจากบทความในเรื่องของพื้นที่อับอากาศและการทำงานในบ่อเกรอะเราจะมาทำความรู้จักกับอุปกรณ์ที่ได้รับความนิยม ในการนำมาใช้ปฏิบัติงาน อุปกรณ์ตัวนี้เราจะเรียกมันว่า ระบบ Airline System หากตีความหมายง่ายๆ มันก็คือการส่งอากาศผ่านท่อส่งอากาศ ที่เลือกชนิดของการใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ เราจึงเรียกมันว่าระบบส่งอากาศ (Airline System) เราจะมาทำความรู้จักในเบื้องต้นกัน

 

 

 

      ตัวอุปกรณ์ ระบบ Airline ตัวแรกที่จะพามารู้จัก จะเป็นส่วนที่ใช้ในการจ่ายอากาศหายให้เราหายใจ ที่นิยมใช้ก็จะมี 2 แบบ แบบแรก แบบหน้ากากเต็มหน้า บางรุ่นสามารถใช้หน้ากากร่วมกับ SCBA ได้ด้วย อีกชนิดจะเป็นแบบ ฮูดคลุมศรีษะ แบบนี้จะมีให้เลือกตั้งแต่กันฝุ่นยันกันสารเคมีได้เลยทีเดียว ข้อดีของฮูดคลุมศรีษะ คือสวมใส่สบาย

 

      ส่วนต่อมาจะเป็นอุปกรณ์ลดแรงดัน มีทั้งแบบสายสะพาย และแบบคาดเอว โดยอุปกรณ์จะทำหน้าที่ลดแรงดัน จากแรงดันสูงๆ (6 - 300 bar หรือ 87- 4500 psi) ให้เหลือแรงดันต่ำๆเพื่อจ่ายเข้าหน้ากากหรือ hood ให้ความสบายและปลอดภัย ในการใช้งานบางรุ่นจะมีระบบจ่ายอากาศสำรองจากถังสำรองแบบอัติโนมัติแมื่อแรงดันหลักเกิดข้อผิดพลาดไม่สามารถจ่ายอากาศได้ จะจ่ายอากาศจากถังสำรองทันที เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับผู้ใช้งาน

 

      ส่วนที่ 3 จะเป็นส่วนของชุดสายส่งอากาศที่มีให้เลือกหลากหลายความยาว มีข้อต่อให้เลือกหลายแบบ ต้องพิจารณาเลือกให้ถูกกับมาตรฐานของระบบของผู้ใช้ ตัวสายเองยังมีทั้งแบบกันและไม่กันไฟฟ้าสถิต ให้เลือกด้วย

 

      ส่วนที่4อุปกรณ์กรองอากาศ ในกรณีที่เราใช้อากาศจากแหล่งกำเนิดอากาศที่เราไม่มั่นใจในเรื่องของความสะอาดจากฝุ่น หรือ สารมลทินต่างๆ เราจะจำเป็นจะต้องมีส่วนของการกรองเพื่อความปลอดภัยและมั่นใจว่าอากาศสะอาดเพียงพอ

     

  ส่วนที่ 5 อุปกรณ์เสริมต่างๆ เช่น ชุดรถโมบายจ่ายอากาศ กรณีที่พื้นที่ปฏิบัติงานไม่มีแหล่งจ่ายอากาศ ก็จะมีให้เลือกมากมายหลายแบบ ตามงบประมาณและการใช้งาน 

 

ตัวอย่างภาพรวมการออกแบบระบบส่งอากาศ ที่ได้รับความนิยมและเป็นไปตามมาตรฐานสากล

 

References

https://www.3mscott.com/en-gb/?region_id=79&country_id=1308

https://www.clean-air.cz/

 

บทความเกี่ยวเนื่อง

ความรู้เกี่ยวกับความรู้เกี่ยวกับอุปกรณ์ความปลอดภัย 

http://www.thai-safetywiki.com/safety-knowledge-53

ลงบ่อเกรอะเสียชีวิตได้อย่างไร จะรู้และป้องกันอย่างไร

http://www.thai-safetywiki.com/confine-space/129-2020-09-01-09-23-36

ลงบ่อเกรอะเสียชีวิตได้อย่างไร จะรู้และป้องกันอย่างไร

         น่าเสียใจที่เราจะได้ข่าวเหตุการณ์ที่มีผู้ปฏิบัติงานที่ต้องสูญเสียชีวิตขณะทำงานไม่ว่าจะสาเหตุใดก็ตามข่าวล่าสุดในเดือนสิงหาคม 2020 ที่ผู้รับเหมารับจ้างดูดสิ่งปฏิกูลที่ต้องมาเสียชีวิตลง ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์สาเหตุในเบื้องต้นอาจมีสาเหตุมาจาก การสูดดมก๊าซไข่เน่า หรือที่เรียกว่าไฮโดรเจนซัลไฟด์ (Hydrogen sulfide) ที่มีความเข้มข้นสูงเข้าร่างกาย เรามาทำความรู้จักกับก๊าซไข่เน่ากันดีกว่า

 

 

ก๊าซไข่เน่า(ไฮโดรเจนซัลไฟด์) ไม่มีสี มีกลิ่นเหมือนไข่เน่า ละลายได้ดีในน้ำส่วนใหญ่เกิดจากการเน่าเปื่อยของสารอินทรีย์ที่มีซัลเฟอร์เป็นองค์ประกอบ ก๊าซไข่เน่าเป็นแก๊สติดไฟได้ เมื่อติดไฟแล้วจะให้เปลวไฟสีน้ำเงินและเกิดแก๊สซัลเฟอร์ไดออกไซด์ออกมา การสัมผัสไฮโดรเจนซัลไฟด์เพียงเล็กน้อยทำให้เกิดการระคายเคืองต่อดวงตาและปอด หากสูดดมเข้าไปจะมีผลทำให้เสียชีวิตได้ แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่ามีปริมาณเท่าใด เพื่อที่จะเลือกใส่อุปกรณ์ป้องกันลงไปทำงาน

 

สิ่งแรกที่ควรทำคือการตรวจวัด โดยเครื่องวัดแก๊สไข่เน่าไฮโดรเจนซัลไฟด์ (H2S) 

 

 

 

โดยปรกติแล้วเครื่องวัดแก๊สพวกนี้จะมีการแจ้งเตือนในแต่ละระดับความสำคัญตั้งแต่ค่า TWA,STEL,ก่อนที่จะถึงระดับที่เรียกว่า IDLH  โดยที่ค่าเหล่านี้อธิบายคร่าวๆได้ดังนี้

 

STEL (Short-term ExposureLimit) หมายถึง ค่าความเข้มข้นสูงสุดที่ผู้ปฏิบัติงานสามารถจะสัมผัสอย่างต่อเนื่องในช่วงเวลาสั้นๆ (สัมผัสวันละ 4 ครั้งๆ ละ 15 นาที ห่างกัน 1 ชั่วโมง) โดยไม่ได้รับอันตราย เช่น การระคายเคือง มึนเมา หรืออาการเรื้อรัง

TWA (Time-Weight Average) หมายถึง ค่าเฉลี่ยความเข้มข้นของสารเคมีในอากาศสำหรับการทำงาน 8 ชั่วโมงใน 1 วัน หรือ 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ซึ่งผู้ปฏิบัติงานเกือบทั้งหมดสามารถสัมผัส (Exposure) ซ้ำแล้วซ้ำอีก วันแล้ววันเล่าโดยปราศจากอันตรายต่อสุขภาพ

IDLH (Immediately Dangerous To Life or Health) ค่าความเข้มข้นของสารพิษที่เป็นอันตรายต่อชีวิตหรือสุขภาพในทันที ในการตรวจวัดก๊าซหรือไอจะใช้หน่วยเป็น PPM  - Part Per Million (ส่วนในล้านส่วน) 

 

ก๊าซไข่เน่ามีค่าการแจ้งเตือนสำคัญๆที่เครื่องตรวจวัดควรจะมี ในระดับต่างๆดังนี้

Low Alarm10 ppm

High Alam15 ppm

STEL15 ppm

TWA 10 ppm 

IDLH100 ppm  (ค่าความเข้มข้นของสารพิษที่เป็นอันตรายต่อชีวิตหรือสุขภาพในทันที)

 

จากค่าการแจ้งเตือนของเครื่องตรวจวัดจะเห็นได้ว่าถ้าเราทำการตรวจวัดก๊าซไข่เน่าเครื่องจะเตือนที่ 10 ppm โดยจะเตือนก่อนที่จะได้รับอันตรายถึงชีวิตล่วงหน้าก่อน 10 เท่า ก่อนที่จะถึง 100 ppm จะทำให้เราปลอดภัยแน่นอน ทีนี้เราจะมาสังเกตุอาการในการรับก๊าซไข่เน่าของแต่ละช่วง ppm ว่าอาการจะเป็นอย่างไร

 

ความเข้มข้นและผลกระทบที่จะเกิดขึ้น

 

ความเข้มข้นที่

อาการและผลกระทบที่จะเกิดขึ้น

2-5 ppm

อาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้น้ำตาไหลปวดศีรษะหรือนอนไม่หลับ มีปัญหาทางเดินหายใจ (หลอดลมตีบ) ในผู้ป่วยโรคหอบหืดบางราย

20 ppm

อาจมีอาการอ่อนเพลียเบื่ออาหารปวดศีรษะหงุดหงิดความจำไม่ดีเวียนศีรษะ

100 ppm

สูญเสียการได้กลิ่นหลังจากผ่านไป 2-15 นาที มีอาการง่วงนอนหลังจากผ่านไป 15-30 นาที ระคายคอหลังจาก 1 ชั่วโมง ความรุนแรงของอาการเพิ่มขึ้นทีละน้อยในช่วงหลายชั่วโมง ความตายอาจเกิดขึ้นหลังจาก 48 ชั่วโมง

100-150 ppm

การสูญเสียการได้กลิ่น

200-300 ppm

ระคายเคืองทางเดินหายใจหลังจาก 1 ชั่วโมง อาการบวมน้ำในปอดอาจเกิดขึ้นจากการได้รับสารเป็นเวลานาน

500-700 ppm

ทำลายดวงตาอย่างรุนแรงใน 30 นาที เสียชีวิตหลังจาก 30-60 นาที

700-1000 ppm

หมดสติอย่างรวดเร็ว หรือล้มลงทันทีภายใน 1 ถึง 2 การสูดลมหายใจ และจะหยุดหายใจเสียชีวิตภายในไม่กี่นาที

1000-2000 ppm

เกือบจะเสียชีวิตทันที

 

นอกเหนือจากความเป็นพิษของก๊าซไข่เน่าแล้วเรายังต้องระวังเรื่องของปริมาณออกซิเจนที่จะต้องมีเพียงพอที่เราจะสามารถหายใจได้อย่างปลอดภัย หรือเลือกใช้อุปกรณ์ป้องกันได้อย่างถูกต้อง


References

https://www.cdc.gov/niosh/idlh/default.html

https://s7d9.scene7.com/is/content/minesafetyappliances/5500-015-MC%20OSHA%201926%201200%20Confined%20Space%20Construction



บทความเกี่ยวเนื่อง

 

ความรู้เกี่ยวกับอุปกรณ์ความปลอดภัย 

http://www.thai-safetywiki.com/safety-knowledge-53

 

อุปกรณ์ทำงานในที่อับอากาศ (Confined Space)

http://www.thai-safetywiki.com/confine-space




จุดยึดสำหรับการทำงานในที่อับอากาศ

หนึ่งในการวางแผนสำหรับการทำงานในสถานที่อับอากาศนั้น สิ่งที่ขาดไม่ได้คือแผนการช่วยเหลือฉุกเฉินในกรณีที่ผู้ปฏิบัติงานเกิดอุบัติเหตุ หรือหมดสติอยู่ภายในสถานที่อับอากาศ เนื่องจากสถานที่อับอากาศส่วนใหญ่เป็นสถานที่ที่มีทางเข้าคับแคบ การที่จะลำเลียงผู้ป่วยหรือผู้ปฏิบัติงานขึ้นมาจากสถานที่ดังกล่าวนั้นไม่สามารถทำได้โดยง่าย อุปกรณ์ช่วยเหลือที่มีความจำเป็นในงานช่วยเหลือชนิดหนึ่ง คือ จุดยึดหรือAnchor Point

สำหรับจุดยึดหรือAnchor Pointในปัจจุบันสามารถจำแนกออกได้เป็น จุดยึดชนิดติดตั้งแบบถาวร และจุดยึดที่ใช้ติดตั้งแบบชั่วคราว ในบทความนี้จะขอกล่าวถึงจุดยึดประเภทชั่วคราวหรือTemporary Anchor Point เนื่องจากจุดยึดแบบชั่วคราวนี้ถูกนำมาใช้อยู่บ่อยครั้งทั้งยังมีความสะดวกในการเคลื่อนย้ายไปทำงานในหน้างานต่างๆได้อย่างสะดวกโดยไม่ต้องใช้เครื่องมือใดๆในการติดตั้งเพิ่มเติม

อุปกรณ์3ขาหรือTripod

จุดเด่น

  • คลื่อนย้ายได้ง่าย
  • ผู้ผลิตออกแบบให้มีน้ำหนักเบา โครงสร้างหลักเป็นAluminumโดยทั่วไปหนักประมาณ16-18กิโลกรัม
  • ปรับขนาดความกว้างของชุดขาตั้งให้เหมาะมกับหน้างานได้           
  • ออกแบบให้มีจุดยึดสำหรับใช้งานร่วมกับอุปกรณ์ช่วยเหลือหรือRescueได้หลากหลาย    

 จุดด้อย

  • เหมาะกับหน้างานที่มีพื้นที่ราบ
  • เหมาะกับหน้างานที่ไม่มีสิ่งกีดขวางในการตั้งวางอุปกรณ์ 

 

จุดยึดแบบเสาหรือAdjustable Mast

จุดเด่น

  • เคลื่อนย้ายได้ง่าย(โดยทั่วไปถูกออกแบบให้แยกชิ้นและประกอบได้ง่าย)
  • ถอด-ประกอบได้ง่าย (โดยทั่วไปมักถูกออกแบบให้สามารถถอดและประกอบได้โดยไม่ต้องใช้เครื่องมือ)
  • ปรับขนาดความกว้างของชุดขาตั้งและความยาวของชุดจุดยึดให้เหมาะสมกับหน้างานได้
  • ปรับเปลี่ยนชุดฐานตั้งให้เหมาะสมกับหน้างานที่มีพื้นที่จำกัดได้
  • ออกแบบให้มีจุดยึดสำหรับใช้งานร่วมกับอุปกรณ์ช่วยเหลือหรือRescueได้หลากหลาย

 จุดด้อย

  • มีชิ้นส่วนที่ต้องประกอบหลายชิ้นเมื่อเปรียบเทียบกับอุปกรณ์3ขา

 

จากข้อมูลข้างต้นจะเห็นได้ว่าจุดยึดแบบชั่วคราวนั้นให้ความสะดวกในการใช้งานได้อย่างมาก ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับหน้างานของแต่ละสถานที่ว่าเหมาะสมกับจุดยึดในรูปแบบใด แต่หากเลือกผิดอาจจะไม่สามารถนำมาใช้งานได้อย่างที่ต้องการหากมีข้อสงสัยแนะนำให้ติดต่อผู้จำหน่ายที่มีความเชี่ยวชาญในการแนะนำข้อมูลให้กับท่านเพื่อประกอบการพิจารณาและเพื่อความปลอดภัยในการใช้งานต่อไป

อุปกรณ์ถ่ายเทอากาศในที่อับอากาศ

( Confined Space Ventilator)


ระบบการถ่ายเทอากาศจะจำเป็นต้องถูกใช้ในสถานที่ทำงานต่อเมื่อสถานที่ดังกล่าวมีสภาพดังต่อไปนี้

 

-          มีอ็อกซิเจนไม่เพียงพอ น้อยกว่า 19.5%ของมวลอากาศ หรืออ็อกซิเจนมากเกินไปจนอาจเป็นพิษ เกิน 23.5% ของมวลอากาศ

-          มีไอหรือละอองของสารไวไฟ

-          มีไอ,ละออง,ฝุ่น หรือแก็สพิษ

-          มีสภาพอากาศร้อน

-          มีการทำงานที่อาจทำให้เกิดฝุ่น ละออง หรือแก็ส ที่นำไปสู่การทำให้อ็อกซิเจนขาดแคลนหรือมากเกินไป 

-          การทำงานที่เกี่ยวกับความร้อนเช่น งานเจียร งานตัด งานเชื่อม

 

การใช้พัดลมดูดอากาศเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการนำอากาศบริสุทธ์เข้าไปในสถานที่ทำงานได้อย่างต่อเนื่อง ขจัดอากาศที่มีสิ่งปนเปื้อนออกจากสถานที่ทำงาน และเพื่อรักษาระดับอ็อกซิเจนในอากาศ การระบายอากาศที่เหมาะสมจะช่วยเพิ่มความปลอดภัยและประสิทธิผลของพนักงาน

พัดลมดูดอากาศทำงานโดยการดูดอากาศจากบริเวณหนึ่ง อัดอากาศและปล่อยเข้าไปในสถานที่อับอากาศภายใต้ความดันและความเร็วลม(ลูกบาศก์ฟุตต่อนาที)ที่คงที่ กระบวนการนี้จะทำให้อากาศบริสุทธิ์ไหลเข้าไปในพื้นที่และขับไล่อากาศที่มีสิ่งปนเปื้อนออกมา เมื่อมีการตัดสินใจจะใช้พัดลมดูดอากาศในสถานทำงาน การเลือกพัดลมที่เหมาะกับการใช้งานจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องคำนึงถึง

เพราะพัดลมดูดอากาศไม่ได้มีแค่เพียงขนาดเดียว ผู้ใช้ไม่สามารถเลือกได้โดยเพียงแค่เห็น การเลือกจำเป็นต้องมีความรู้พอสมควร เช่นว่า จะเลือกแบบที่รุ่นแบบ hazardous หรือ non-hazadous, ใช้แก๊สหรือใช้ไฟฟ้า, ความเร็วลมเท่าได สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงก่อนเลือกพัดลม


การเลือกประเภทพัดลม

Hazardous or Non-Hazardous Type

การเลือกพัดลม ขั้นแรกให้เริ่มดูที่สถานที่ใช้งาน โดยจะแบ่งเป็น  2 ประเภท คือสถานที่อันตรายและ ไม่อันตราย ๖(hazardous or non-hazardous) พื้นที่ใดที่มีโอกาสจะติดไฟหรือระเบิดเนื่องจากมีวัสดุที่ติดไฟตามที่สถาบัน National Electric Code® (NEC) ของสหรัฐอเมริการะบุไว้ เช่น โรงงานปิโตรเคมี, ปั๊มน้ำมัน, โรงงานอุดตสาหกรรมบางประเภท เป็นต้น

 

ถ้า NEC กำหนดพื้นที่ไดไว้ว่าเป็นพื้นที่อันตราย อุปกรณ์เฉพาะจะต้องถูกใช้ พัดลมดูดอากาศสำหรับสถานที่อันตราย (Hazardous Type) จะต้องออกแบบให้ทำจากโครงสร้างกันการเกิดประกายไฟ ตัวพัดลมจะต้องควบคุมการเกิดประกายไฟ พัดลมประเภทนี้จะประกอบด้วยมอเตอร์กันระเบิด(explosion-proof motors) แต่ถึงแม้จะเรียกว่าพัดลมกันระเบิด แต่ไม่ได้หมายความว่ามอเตอร์ชนิดนี้จะไม่ระเบิด เพียงแต่ตัวมอเตอร์ทำจากโครงสร้างที่มีความแข็งแรงและเหนียวพอที่จะทำให้ตัวมอเตอร์ไม่แตกกระจายออกเมื่อเกิดการะเบิดขึ้นภายใน

 

สำหรับพัดลมแบบไม่ใช้ในสถานที่อันตราย คือพัดลมที่ใช้ในสถานที่ที่ไม่ถูกระบุไว้ว่าเป็นสถานที่อันตราย โดยโครงสร้างพัดลมชนิดนี้จะออกแบบโดยไม่เป็นแบบที่กันประกายไฟ การเลือกพัดลมทั้งสองประเภทจะขึ้นอยู่กับขนาดพื้นที่และตำแหน่งการติดตั้ง

ระบบการดูดอากาศ

พัดลมสามารถแบ่งได้ตามระบบการดูดอากาศได้ดังนี้

พัดลมแบบดูดแนวตรง หรือ axial fan (ดูตัวอย่างอุปกรณ์)

 

มีอยู่ 3 ชนิดคือ Propeller Fan, Tubeaxial fan และ Vanaxial Fan

 

Propeller Fan หรือพัดลมระบายอากาศ ลักษณะของพัดลมชนิดนี้จะเหมือนพัดลมทั่วไป อาจประกอบด้วยใบพัด 1 หรือ 2 ใบพัด โดยพัดลมแบบนีจะสามารถทำให้อากาศเคลื่นที่ได้จำนวนมาก แต่แรงอัดอากาศจะน้อย

 

 

Tubeaxial Fan ลักษณะของพัดลมชนิดนี้จะมีขนาดท่อพัดลมค่อนข้างยาว แต่ขนาดใบพัดจะสั้นกว่าแบบ Propeller Fan พัดลมแบบนี้จะมีแรงอัดอากาศสูง สามารถควบคุมทิศทางลมได้ง่าย แต่มีข้อเสียคือ ขนาดใหญ่และหนักมาก เคลื่อนย้ายได้ลำบาก

 

 

Vanaxial Fan เป็นพัดลมที่พัฒนามาจาก Tubeaxial Fan โดยจะมีช่วงท่อพัดลมที่สั้นกว่า แต่ใช้ใบพัดแบบพิเศษช่วยทำให้แรงดันอากาศที่สูงกว่า ทำให้พัดลมชนิดนี้เหมาะสมอย่างมากในการใช้ในสถานที่อับอากาศ


 

การคำนวณขนาดพัดลม

ขนาดพื้นที่และตำแหน่งการติดตั้งเป็นส่วนที่สำคัญในการเลือกพัดลม โดยในสถานที่อับอากาศแต่ละแห่งจะมีความต้องการความเร็วลมที่ต่างกัน  การคำนวณแรงลมสามารถทำได้ตามหลักการดังนี้

-       ขนาดพื้นที่เท่าไหร่(เป็นลูกบาศก์ฟุต)

-       จำนวนครั้งในการเปลี่ยนอากาศต่อชั่วโมง air changes per hour (ACH) --- ในการหา ACH พนักงานจะต้องใช้วิจารณญาณของตนเอง โดยคำนึงถึงปริมาตรและความรุนแรงของสิ่งปนเปื้อน หรือกำหนดโดยกฏหมายในพื้นที่นั้นๆหรือระเบียบของโรงงาน

เมื่อรู้ตัวเลขทั้งสองนี้แล้ว ให้เอาตัวเลขทั้งสองมาคูณกันเพื่อค่าแรงลม(CFM)ที่ต้องการ

ยกตัวอย่าง เช่น

กฎระเบียบในพื้นที่ กำหนดว่าการเปลี่ยนอากาศต้องมีอย่างน้อย 6 ครั้งต่อชั่วโมง (6 ACH) ถ้าพื้นที่อับอากาศมีปริมาตร 10,000 ลูกบาศก์ฟุต ดังนั้น ต้องการลมขนาด 60,000 ลูกบาศก์ฟุต แล้วหารด้วยจำนวนนาทีใน 1 ชั่วโมง หรือเท่ากับ 60 ดังนั้นแรงลมขั้นต่ำที่ต้องการจะเท่ากับ 1,000 CFM (ลูกบาศก์ฟุตต่อนาที)

ในขณะที่ขนาดพื้นที่มีผลต่อขนาดของพัดลม บริเวณที่ติดตั้งพัดลมจะมีผลต่อทั้งขนาดพัดลมและท่อลม ซึ่งจะมีความแตกต่างกันในแต่ละบริเวณ ซึ่งความยาวของท่อจะส่งผลต่อขนาดพัดลมได้ เนื่องจากว่ายิ่งความยาวท่อยาวก็ความแรงดันของลมก็จะยิ่งลดลง เนื่องจากจะมีการสูญเสียแรงเนื่องจากแรงเสียดทานของพื้นผิวภายในท่อ ดังนั้นหากมีการใช้ท่อที่ยาวมากก็ควรจะเลือกขนาดพัดลมที่มีแรงดันอากาศมากกว่าปกติ


 

พัดลมแบบดูดแนวแกนหมุน หรือ Centrifugal fan (ดูตัวอย่างอุปกรณ์)

พัดลมชนิดนี้จะดูดอากาศโดยใช้ใบพัดแบบวงล้อ โดยทั่วไปพัดลมประเภทนี้จะทำให้อากาศเคลื่อนตัวช้ากว่าแบบแนวตรง แต่มีความดันอากาศที่สูงกว่าซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากในการใช้คู่กับท่ออากาศ

 

 

 

อุปกรณ์เร่งความดันอากาศ (Flow Amplifier) (ดูตัวอย่างอุปกรณ์)

อุปกรณ์นี้จะทำหน้าที่เหนี่ยวนำอากาศให้เคลื่อนไหวไปในแนวของอุปกรณ์เพื่อเพิ่มแรงลม โดยอุปกรณ์นี้จะทำงานโดยเพียงแค่ใช้ท่ออากาศที่มาจากเครื่องอัดอากาศไหลสู่อุปกรณ์ในส่วนฐานของอุปกรณ์ อุปกรณ์จะทำหน้าที่ควบคุมลมเคลื่อนที่ออกมาผ่านช่องลมที่ออกแบบมาเพื่อเพิ่มความแรงอากาศ อุปกรณ์นี้เหมาะสำหรับใช้ในสถานที่อันตรายหรือเสี่ยงต่อการเกิดประกายไฟ เนื่องจากไม่มีส่วนที่เคลื่อนไหวในอุปกรณ์ โดยการใช้งานควรมีการยึดกับพื้นและมีเชื่อมต่อที่มั่นคง เพื่อป้องกันการเกิดการสะสมของประจุไฟฟ้าสถิตย์

 

 

 

เครื่องอัดอากาศ (Air Compressor)

 

การใช้เครื่องอัดอากาศนี้โดยทั่วไปจะใช้ในกรณีเมื่อสถานที่ทำงานมีข้อจำกัดในการเข้าถึง หรือมีทางเข้าที่เล็ก ท่ออากาศปกติเข้าไม่ได้ จำเป็นต้องใช้ท่อที่มีขนาดเล็ก แต่การใช้เครื่องอัดอากศนี้มีข้อจำกัดคือห้ามใช้ในสถานที่ที่เสี่ยงต่อการติดไฟ เนื่องจากเป็นแหล่งที่อาจทำให้เกิดประกายไฟได้

 

แหล่งพลังงานของพัดลม

ปัจจัยอีกอย่างที่สำคัญก็คือชนิดแหล่งพลังงานของพัดลม ซึ่งปกติพัดลมแต่ละชนิดจะใช้แหล่งพลังงานได้เพียงอย่างหนึ่ง ซึ่งได้แก่

Electrical         

--- ไฟฟ้า กระแสสลับ (AC) สำหรับใช้ทั่วไปในการทำงาน

--- ไฟฟ้า กระแสตรง (DC) มักใช้ในกับแบตเตอรี่รถยนต์ ในการทำงานนอกสถานที่

Pneumetic       

--- ใช้แรงดันลมจากเครื่องอัดอากาศ มักใช้ในสถานที่ที่เสี่ยงอันตราย ไม่เหมาะกับการใช้แก๊สหรือไฟฟ้า

Engine            

--- เครื่องยนต์ใช้น้ำมัน มักใช้ในการทำงานนอกสถานที่ แต่ห้ามใช้ในสถานที่ที่เสี่ยงกับการติดไฟ

 

ซึ่งที่เป็นที่นิยมสำหรับสถานที่อับอากาศจะเป็นแบบใช้ไฟฟ้าและแบบใช้แรงดันลม ซึ่งการเลือกใช้ก็ขึ้นอยู่กับสภาพที่ทำงานว่าเหมาะสมกับแหล่งพลังงานอย่างใด การไม่พิจารณา อาจทำให้อุปกรณ์ที่ซื้อมาใช้งานไม่ได้ เช่น ซื้อพัดลมแบบใช้ไฟฟ้ามาแล้วไม่มีเต้าเสียบ หรือ ซื้อแบบใช้แก๊สมาแต่พบว่าสถานที่นั้นไม่อนุญาตให้ใช้พัดลมที่มีควัน เป็นต้น

 

 

 

Website Implemented by ColorPack Creations Co., Ltd.