แผ่นดินไหวใหญ่ที่เมียนมากระทบไทย อาคารสูงในกรุงเทพฯ สั่นไหวแรง
วันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2568 – เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 7.7 แมกนิจูด ที่รอยเลื่อนสะกายในประเทศเมียนมาเมื่อเวลาประมาณ 13:20 น. ตามเวลาประเทศไทย โดยศูนย์กลางอยู่ที่ความลึก 10 กิโลเมตร แรงสั่นสะเทือนสามารถรับรู้ได้ในหลายพื้นที่ของประเทศไทย โดยเฉพาะอาคารสูงในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ซึ่งมีรายงานว่าเกิดอาการโยกไหวเป็นเวลาหลายวินาที
ลำดับเหตุการณ์สำคัญ
- 13:20 น. เกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.7 แมกนิจูด บริเวณรอยเลื่อนสะกายในเมียนมา แรงสั่นสะเทือนรับรู้ได้ในหลายจังหวัดของไทย
- 13:25 น. ประชาชนในกรุงเทพฯ รายงานว่าอาคารสูงหลายแห่งเกิดการสั่นไหว
- 13:30 น. สถาบันแผ่นดินไหววิทยาแห่งประเทศไทยยืนยันว่าแผ่นดินไหวมาจากรอยเลื่อนสะกาย ซึ่งเป็นรอยเลื่อนมีพลังของเมียนมา
- 14:00 น. มีรายงานความเสียหายเล็กน้อยในพื้นที่จังหวัดตาก เชียงใหม่ และแม่ฮ่องสอน
- 15:00 น. หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตือนประชาชนให้ระวังอาฟเตอร์ช็อกที่อาจเกิดขึ้นในระยะ 24 ชั่วโมงข้างหน้า
รอยเลื่อนสะกายคืออะไร?
รอยเลื่อนสะกาย (Sagaing Fault) เป็นรอยเลื่อนมีพลังที่สำคัญของเมียนมา มีความยาวประมาณ 1,200 กิโลเมตร วางตัวในแนวเหนือ-ใต้และเป็นแหล่งกำเนิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่หลายครั้งในอดีต เนื่องจากเป็นรอยเลื่อนที่มีอัตราการเลื่อนตัวสูง จึงมีโอกาสเกิดแผ่นดินไหวขนาดรุนแรงได้บ่อยครั้ง โดยรอยเลื่อนสะกายมีการเลื่อนตัวในลักษณะรอยเลื่อนตามแนวราบ (strike-slip fault) ซึ่งหมายความว่าเปลือกโลกสองฝั่งของรอยเลื่อนมีการเคลื่อนที่ในทิศทางตรงกันข้ามกัน รอยเลื่อนนี้เป็นส่วนหนึ่งของระบบธรณีแปรสัณฐานที่เกิดจากการชนกันของแผ่นเปลือกโลกอินเดียและแผ่นเปลือกโลกยูเรเชีย
การวัดความรุนแรงของแผ่นดินไหว (หน่วยแมกนิจูด)
ความรุนแรงของแผ่นดินไหวถูกวัดโดยใช้มาตราริกเตอร์หรือมาตราโมเมนต์แมกนิจูด (Mw) ซึ่งเป็นมาตราสากลที่ใช้กันแพร่หลาย โดยแผ่นดินไหวระดับต่าง ๆ มีผลกระทบที่แตกต่างกันดังนี้:
- น้อยกว่า 3.0 แมกนิจูด – โดยทั่วไปไม่สามารถรับรู้ได้
- 3.0-3.9 แมกนิจูด – อาจรู้สึกได้เล็กน้อย แต่ไม่ก่อให้เกิดความเสียหาย
- 4.0-4.9 แมกนิจูด – สามารถรู้สึกได้ชัดเจน แต่ความเสียหายมีน้อย
- 5.0-5.9 แมกนิจูด – อาจก่อให้เกิดความเสียหายเล็กน้อยถึงปานกลาง โดยเฉพาะในอาคารเก่าหรือโครงสร้างที่ไม่แข็งแรง
- 6.0-6.9 แมกนิจูด – อาจเกิดความเสียหายรุนแรงในพื้นที่ใกล้ศูนย์กลางแผ่นดินไหว
- 7.0-7.9 แมกนิจูด – เป็นแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ที่สามารถทำลายอาคารและสิ่งปลูกสร้างจำนวนมาก
- 8.0 แมกนิจูดขึ้นไป – เป็นแผ่นดินไหวรุนแรงระดับมหันตภัยที่สามารถส่งผลกระทบในวงกว้าง และอาจก่อให้เกิดสึนามิ
ผลกระทบในประเทศไทย
แม้ว่าจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวจะอยู่ในเมียนมา แต่ผลกระทบมาถึงประเทศไทยเนื่องจากกรุงเทพฯ ตั้งอยู่บนชั้นดินอ่อน ซึ่งทำให้แรงสั่นสะเทือนถูกขยายความรุนแรงมากขึ้น มีรายงานว่าอาคารสูงหลายแห่งมีอาการสั่นไหว โดยเฉพาะในย่านธุรกิจ เช่น สุขุมวิท สีลม และสาทร นอกจากนี้ยังมีรายงานความรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนในจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ตาก และแม่ฮ่องสอน
คำเตือนและมาตรการเฝ้าระวัง
ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าอาฟเตอร์ช็อกขนาด 6.5-6.6 แมกนิจูด อาจเกิดขึ้นได้ภายใน 24 ชั่วโมงหลังจากแผ่นดินไหวหลัก ประชาชนที่อาศัยอยู่ในอาคารสูงควรระมัดระวังและติดตามประกาศจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะหากมีอาฟเตอร์ช็อกที่อาจส่งผลให้โครงสร้างอาคารได้รับผลกระทบเพิ่มเติม
แผ่นดินไหวรุนแรงที่มีการบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์
- แผ่นดินไหวและสึนามิที่มหาสมุทรอินเดีย (2004) – ขนาด 9.1 แมกนิจูด ศูนย์กลางอยู่ใกล้เกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย ส่งผลให้เกิดสึนามิร้ายแรงที่คร่าชีวิตประชาชนกว่า 230,000 คนในหลายประเทศ
- แผ่นดินไหวที่ชิลี (1960) – ขนาด 9.5 แมกนิจูด ซึ่งเป็นแผ่นดินไหวที่รุนแรงที่สุดที่เคยบันทึกไว้ มีศูนย์กลางที่ประเทศชิลี และทำให้เกิดสึนามิที่ส่งผลกระทบถึงฮาวาย ญี่ปุ่น และฟิลิปปินส์
- แผ่นดินไหวที่อเมริกาเหนือ (1906) – ขนาด 7.9 แมกนิจูด เกิดขึ้นที่ซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา ทำให้เกิดไฟไหม้ครั้งใหญ่และสร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง
- แผ่นดินไหวที่เนปาล (2015) – ขนาด 7.8 แมกนิจูด ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อกรุงกาฐมาณฑุและพื้นที่โดยรอบ มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 9,000 คน
- แผ่นดินไหวที่โกเบ ประเทศญี่ปุ่น (1995) – ขนาด 6.9 แมกนิจูด ทำให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรงในเมืองโกเบ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 6,400 คน
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาและศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ
เมื่อเกิดแผ่นดินไหวควรจะปฏิบัติตัวอย่างไร