โรคไอกรน – ความเสี่ยง อาการ และวิธีป้องกันการแพร่ระบาดที่กำลังระบาดในเด็กขณะนี้

แชร์บทความนี้

โรคไอกรนคืออะไร?
โรคไอกรน (Whooping Cough) เป็นโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจที่เกิดจากแบคทีเรีย Bordetella pertussis ซึ่งมีลักษณะสำคัญคือการไอรุนแรงต่อเนื่องจนเกิดเสียงไอที่ยาวและเสียงหายใจที่แหลมสูง เป็นโรคที่พบมากในเด็กเล็กและสามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วผ่านละอองเสมหะเมื่อไอหรือจาม

อาการของโรคไอกรน
ระยะแรกของการติดเชื้อมักคล้ายกับอาการหวัดธรรมดา เช่น มีน้ำมูก เจ็บคอ และไอเบา ๆ แต่หลังจากประมาณ 1-2 สัปดาห์ อาการจะเริ่มรุนแรงขึ้น โดยผู้ป่วยจะมีอาการไอเป็นชุดติดต่อกันหลายครั้งจนหายใจลำบาก และมีเสียงหายใจเข้าที่ดังแหลมคล้ายเสียงไก่ขัน บางครั้งอาจมีอาการอาเจียนหลังการไอ โรคนี้มักเกิดขึ้นในเด็กอายุ 1-7 ขวบ โดยเฉพาะเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบที่ภูมิคุ้มกันยังไม่พัฒนาเต็มที่ มีความเสี่ยงที่จะมีอาการรุนแรงและเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ง่ายกว่า

การแพร่ระบาดและความเสี่ยง
โรคนี้สามารถแพร่ระบาดได้ง่าย โดยเฉพาะในสถานที่ที่มีผู้คนอยู่ร่วมกันหนาแน่น เช่น โรงเรียน หรือศูนย์เด็กเล็ก เด็กในช่วงวัย 1-7 ขวบที่ยังไม่ได้รับวัคซีนป้องกันหรือได้รับวัคซีนไม่ครบตามกำหนดมีความเสี่ยงสูงที่จะติดเชื้อและเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้ เช่น ปอดอักเสบหรือภาวะหยุดหายใจชั่วคราว

วิธีป้องกันและรักษา
วิธีป้องกันที่ดีที่สุดคือการรับวัคซีนป้องกันโรคไอกรน ซึ่งรวมอยู่ในชุดวัคซีนรวมสำหรับเด็กเล็กที่ต้องฉีดตามตารางการรับวัคซีนของกระทรวงสาธารณสุข การฉีดวัคซีนตั้งแต่ในช่วงวัยทารกจนถึงวัย 7 ขวบเป็นการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันที่สำคัญเพื่อป้องกันการติดเชื้อ ในกรณีที่มีการติดเชื้อแล้ว การรักษาด้วยยาปฏิชีวนะจะช่วยลดความรุนแรงและป้องกันการแพร่กระจายของโรคได้

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคไอกรน

  1. โรคไอกรนติดต่อได้อย่างไร?
    โรคไอกรนติดต่อผ่านละอองเสมหะที่แพร่กระจายเมื่อผู้ติดเชื้อไอหรือจาม ทำให้ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดมีความเสี่ยงในการติดเชื้อได้ง่าย
  2. ใครบ้างที่เสี่ยงต่อการติดโรคไอกรน?
    เด็กเล็กอายุต่ำกว่า 7 ขวบ โดยเฉพาะทารกที่ยังไม่ได้รับวัคซีนป้องกันมีความเสี่ยงสูงในการติดเชื้อและอาจมีอาการรุนแรงกว่าเด็กโตหรือผู้ใหญ่
  3. การฉีดวัคซีนป้องกันโรคไอกรนจำเป็นแค่ไหน?
    การฉีดวัคซีนเป็นวิธีป้องกันที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุด ช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อและการเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้อย่างมาก
  4. โรคไอกรนรักษาได้หรือไม่?
    โรคไอกรนสามารถรักษาได้ด้วยการใช้ยาปฏิชีวนะ ซึ่งช่วยลดความรุนแรงของอาการและลดการแพร่กระจายของเชื้อไปยังผู้อื่น
  5. เด็กที่เคยได้รับวัคซีนแล้วสามารถติดเชื้อได้อีกหรือไม่?
    แม้ว่าเด็กที่ได้รับวัคซีนจะมีภูมิคุ้มกัน แต่ภูมิคุ้มกันอาจลดลงเมื่อเวลาผ่านไป ดังนั้นจึงยังมีโอกาสติดเชื้อได้ แต่ส่วนใหญ่จะมีอาการไม่รุนแรง

บทสรุป
โรคไอกรนเป็นโรคที่สามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีน การเข้าใจถึงลักษณะอาการและการแพร่ระบาดของโรคในเด็กเล็กช่วงอายุ 1-7 ขวบจะช่วยให้เราสามารถปกป้องตนเองและผู้อื่นจากโรคนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อุปกรณ์ป้องกันการตก

แชร์บทความนี้

อุปกรณ์ป้องกันการตก เป็นอุปกรณ์ที่ช่วยให้ผู้ปฎิบัติงานสามารถทำงานในสถานที่เสี่ยงอันตรายในการพลัดตกลงมา โดยเฉพาะใน การปฏิบัติงานบนที่สูง….

อ่านต่อ »

เรื่องนี้สำคัญ รังสี UV ในฤดูหนาว แม้อากาศไม่ร้อน ก็ยังอันตรายอยู่

แชร์บทความนี้

แชร์บทความนี้หลายคนชอบคิดว่า พอถึงฤดูหนาวแล้วจะสบายใจและไม่ต้องกังวลเรื่องแดดมาก

อ่านเพิ่มเติม »

การใช้เอียปลั๊ก, ที่อุดหู หรือโฟมอุดหูลดเสียง เพื่อช่วยลดเสียงรบกวนรอบข้างช่วยให้หลับสนิท

แชร์บทความนี้

แชร์บทความนี้แน่นอนครับว่า การนอนหลับพักผ่อน เป็นสิ่งที่จำเป็นต่อร่างกายมนุษย์อย

อ่านเพิ่มเติม »

แคดเมียม คืออะไร โลหะพิษอันตราย หลังพบที่โรงงานสมุทรสาคร กว่า 15,000 ตัน

แชร์บทความนี้

แชร์บทความนี้จากประเด็นที่มีข่าวเมื่อวันที่ 5 เมษายน  2 บริษัทลอบขนกากแร่แคดเมีย

อ่านเพิ่มเติม »