เวลาเกิดแผ่นดินไหว ข่าวมักรายงานว่า “แผ่นดินไหวขนาด 6.5 แมกนิจูด” ซึ่งหลายคนอาจสงสัยว่า แล้ว “ริกเตอร์” ที่เคยได้ยินหายไปไหน? บทความนี้จะพาไปรู้จักความแตกต่างระหว่าง Magnitude และ Richter และเหตุผลที่วงการธรณีวิทยาหันมาใช้ Magnitude ในการวัดขนาดแผ่นดินไหวแทน
มาตราริกเตอร์ (Richter Scale) คืออะไร?
มาตราริกเตอร์ (Richter Scale) ถูกพัฒนาโดย Charles F. Richter ในปี 1935 เพื่อวัดขนาดแผ่นดินไหวในแคลิฟอร์เนียโดยอิงจากแอมพลิจูดของคลื่นแผ่นดินไหวที่วัดได้จาก seismograph ที่ระยะทาง 100 กิโลเมตรจากศูนย์กลางแผ่นดินไหว
ข้อจำกัดของมาตราริกเตอร์:
- ใช้ได้ดีเฉพาะแผ่นดินไหวขนาดเล็กถึงกลาง (ต่ำกว่า 6.5)
- มีข้อจำกัดในแง่ระยะทางและประเภทของคลื่นที่ตรวจวัด
- ไม่เหมาะสำหรับแผ่นดินไหวที่เกิดลึก หรือเกิดห่างจากจุดวัดมากๆ
Magnitude คืออะไร?
Magnitude คือหน่วยที่ใช้วัด “พลังงานรวม” ที่ปลดปล่อยจากแผ่นดินไหว ซึ่งปัจจุบันนิยมใช้ Moment Magnitude Scale (Mw) ที่พัฒนาโดยนักธรณีวิทยาในช่วงปี 1970s เพื่อแก้ข้อจำกัดของมาตราริกเตอร์
จุดเด่นของ Moment Magnitude Scale (Mw):
- ใช้ได้กับแผ่นดินไหวทุกขนาด ไม่จำกัดเฉพาะขนาดเล็ก
- ใช้ข้อมูลหลายแหล่ง เช่น การเลื่อนตัวของรอยเลื่อน, พื้นที่ของรอยเลื่อน และคุณสมบัติของหิน
- ให้ค่าที่แม่นยำและเปรียบเทียบกันได้ทั่วโลก
Richter กับ Magnitude: เปรียบเทียบแบบเข้าใจง่าย
คุณสมบัติ | Richter Scale | Moment Magnitude Scale (Mw) |
ปีที่พัฒนา | 1935 | 1970s |
ช่วงขนาดที่เหมาะสม | ต่ำกว่า 6.5 | ทุกขนาด |
ความแม่นยำ | ปานกลาง | สูง |
การใช้งานปัจจุบัน | แทบไม่ใช้แล้ว | ใช้เป็นมาตรฐาน |
สรุป: ทำไมถึงเปลี่ยนมาใช้ Magnitude?
สาเหตุที่วงการธรณีวิทยาเลิกใช้ “มาตราริกเตอร์” เพราะมีข้อจำกัดในแง่ของความแม่นยำและขอบเขตการใช้งาน โดยเฉพาะกับแผ่นดินไหวขนาดใหญ่หรือลึก ซึ่งไม่สามารถประเมินพลังงานได้อย่างถูกต้อง Magnitude โดยเฉพาะ Moment Magnitude (Mw) จึงกลายเป็นมาตรฐานใหม่ในการรายงานขนาดแผ่นดินไหวในระดับโลก