หลายคนคงเคยเห็นคอมเมนต์ทำนองนี้ในโลกโซเชียล:
- “เล่นกีฬาขนาดนี้ ทำไมยังมีพุง?”
- “เครียดเยอะ คอร์ติซอลพุ่ง พุงเลยออกมา”
- “นักกีฬาแบดมินตันไทยบางคนหุ่นไม่เฟิร์มเลยนะ ฟิตจริงเหรอ?”
ล่าสุด (มกราคม 2569) ประเด็นร้อนแรงมากคือกรณี วิว-กุลวุฒิ อดีตแชมป์โลกแบดมินตัน ที่เพิ่งลงสนามและถูกชาวเน็ตวิจารณ์เรื่อง “หน้าท้องเจ้าเนื้อ” จนกลายเป็นดราม่าระดับประเทศ แพทย์และผู้เชี่ยวชาญหลายท่านออกมาชี้แจงแล้วว่า “มีพุง ≠ ไม่ฟิต” แต่ทำไมนักกีฬามืออาชีพถึงมีไขมันหน้าท้องได้? และคอร์ติซอลเกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้?
วันนี้เราจะมาแกะทุกอย่างให้ชัดแบบไม่กั๊ก ทั้งวิทยาศาสตร์ + ความจริงจากวงการกีฬาไทย
1. คอร์ติซอล (Cortisol) คืออะไรกันแน่?
คอร์ติซอลเป็น ฮอร์โมนสเตียรอยด์ ที่ร่างกายผลิตจากต่อมหมวกไต (adrenal gland) ถูกเรียกว่า “stress hormone” หรือฮอร์โมนแห่งความเครียด เพราะระดับจะพุ่งสูงเมื่อเราเจอสถานการณ์ตึงเครียด ไม่ว่าจะ
- ความเครียดทางจิตใจ (งานหนัก, ดราม่าโซเชียล)
- ความเครียดทางกายภาพ (ออกกำลังกายหนัก, นอนน้อย, หิวโหยนานๆ)
- การเจ็บป่วยหรือการอักเสบ
หน้าที่หลักของคอร์ติซอล (สิ่งที่คนมักลืม)
- ช่วยให้ร่างกายมีพลังงานฉุกเฉิน → แยกไกลโคเจนในตับออกมาเป็นน้ำตาล + แยกไขมัน/โปรตีนมาใช้
- ควบคุมการอักเสบ (anti-inflammatory)
- ควบคุมความดันโลหิต
- ช่วยให้เรารอดชีวิตในสถานการณ์วิกฤต (เช่น วิ่งหนีเสือ)
สรุปง่ายๆ: คอร์ติซอลไม่ได้ “ทำให้อ้วน” โดยตรง แต่เป็น ตัวกลาง ที่ช่วยร่างกายปรับตัวกับความเครียด ถ้าความเครียดเรื้อรัง → คอร์ติซอลสูงนานๆ → ร่างกายสะสมไขมัน (โดยเฉพาะบริเวณพุง) เพื่อ “เก็บพลังงานไว้รอภัย” นี่คือเหตุผลที่คนเครียดเรื้อรังมักมีพุงมากกว่าส่วนอื่น
2. คอร์ติซอล กับ “พุงนักกีฬา” จริงหรือแค่ข้ออ้าง?
หลายคนเข้าใจผิดว่าคอร์ติซอลสูง = พุงแน่นอน แต่ในนักกีฬามืออาชีพ (โดยเฉพาะแบดมินตัน) เรื่องนี้ซับซ้อนกว่านั้น
นักแบดมินตันระดับโลกอย่างวิว กุลวุฒิ หรือแม้แต่ตัวท็อปโลกหลายคน ไม่ได้มี body fat ต่ำแบบนักกายภาพ (bodybuilder 6-8%) แต่ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ 8-14% ซึ่งถือว่าเหมาะสมกับกีฬาที่ต้องการ ความเร็ว + ความอึด + พลังระเบิด
เหตุผลที่ “มีพุงได้” ในนักกีฬา:
- การฝึกหนักมาก + ฟื้นตัวไม่พอ → คอร์ติซอลสูงหลังซ้อม/แข่ง → ร่างกายเก็บไขมันหน้าท้องเป็นส่วนสำรอง
- แคลอรี่ surplus เพื่อซ่อมแซมกล้ามเนื้อ → กินโปรตีน+คาร์บสูง → ถ้ากินเกินเล็กน้อย ไขมันก็ไปเกาะพุงก่อน (classic “skinny-fat” แต่เวอร์ชั่นนักกีฬา)
- พันธุกรรม + การกระจายไขมัน → คนเอเชียหลายคน (รวมไทย) มักสะสมไขมัน visceral fat (ไขมันรอบอวัยวะ) มากกว่าส่วนอื่น แม้ %ไขมันรวมไม่สูง
- อายุ & การบาดเจ็บ → นักกีฬาอายุ 28+ มักลดความเข้มข้นลงบ้าง ไขมันเลยเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่สมรรถนะยังอยู่
แพทย์ชื่อดังหลายท่าน ออกมาชี้แจงชัดเจนแล้วว่า
“ความฟิตไม่ได้วัดที่ซิกแพค แต่ดูจากสมรรถนะในสนาม ถ้าตีได้เร็ว แรง อึด ฟิตแล้ว!”
3. ตอบคอมเมนต์ชาวเน็ตเรื่อง “พุงวิว กุลวุฒิ” โดยตรง
จากดราม่าล่าสุด (มกราคม 2569):
- “ทำไมแชมป์โลกถึงมีพุง?”
- “กินเยอะไปมั้ย หรือเครียด?”
คำตอบแบบตรงไปตรงมา:
- วิวเป็นนักกีฬาที่ฝึกหนักมาก (แบดมินตันเป็นกีฬาคาร์ดิโอสูง + พลังระเบิด) ร่างกายต้องการแคลอรี่สูงเพื่อซ่อมแซม
- พุงที่เห็นส่วนหนึ่งมาจาก กล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวที่หนาแน่น (core ที่แข็งแรงมากสำหรับการเคลื่อนไหวเร็ว) + ไขมันชั้นบางๆ ทับ ไม่ใช่ “อ้วนแบบคนไม่ออกกำลัง”
- ถ้าลดไขมันลงไปอีก (ให้เหลือ 6-8%) อาจเสียความอึดและพลังในเกมยาวๆ เพราะร่างกายขาดพลังงานสำรอง
- สรุป → มีพุงแต่ฟิตได้จริง ถ้าสมรรถนะในสนามยังดีเยี่ยม (และวิวก็พิสูจน์มาแล้วหลายครั้ง)
4. วิธีจัดการคอร์ติซอล + ลดพุง (แบบยั่งยืน ไม่โยโย่)
- นอนให้พอ 7-9 ชม. (นอนน้อย = คอร์ติซอลพุ่ง)
- กินอาหารสมดุล ไม่极端 low-carb นานเกินไป
- จัดการความเครียด (meditation, เดินเล่น, หยุด scroll ดราม่า)
- ออกกำลังกายแบบผสม (cardio + strength + mobility) อย่าหนักทุกวัน
- ดื่มน้ำเยอะ + กินผักผลไม้ (ช่วยลดการอักเสบ)
- ถ้าสงสัยคอร์ติซอลสูงจริง → ตรวจเลือด (morning cortisol) ได้
สรุป: คอร์ติซอลไม่ใช่ตัวร้าย แต่เป็น “ระบบเตือนภัย” ของร่างกาย
อย่ากลัวคอร์ติซอล แต่ให้เข้าใจและจัดการมัน
ส่วนนักกีฬาแบดมินตันไทยที่ถูกคอมเมนต์เรื่องหุ่น → ลองชื่นชมสมรรถนะในสนามมากกว่าดูหน้าท้อง เพราะ ความฟิตที่แท้จริง วัดกันที่ผลงาน ไม่ใช่กระจก
คุณคิดยังไงกับประเด็นนี้? เคยถูกดราม่าหุ่นเหมือนกันมั้ย? คอมเมนต์มาคุยกันได้เลย!





